
ถ้าถามว่าอะไรคือปัญหาใหญ่ที่สำคัญและส่งผลกระทบกับคนทั้งโลก ? แน่นอนว่าปัญหา “การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ” คือหนึ่งในนั้น เพราะนี่เป็นเหตุของปัญหาหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น สภาวะโลกรวน (Climate change) ความยั่งยืนทางอาหาร ความยั่งยืนด้านสุขภาพ รวมถึงฝุ่น PM 2.5 ที่คนไทยกำลังเผชิญ
หากย้อนกลับไปตั้งแต่อดีตเราจะพบว่า ผู้หญิงมีบทบาทกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง เพราะผู้หญิงในชุมชนใกล้ป่า จะมีบทบาทในการออกไปหาของป่าไม่ว่าจะเป็นพืชผักสมุนไพร หรือทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อเอามาใช้หรือกิน ด้วยความใกล้ชิดนี้เองทำให้ผู้หญิงมีความเข้าใจในธรรมชาติและวิธีการจัดการดูแลทรัพยากรอย่างดี เพื่อจะได้มีทรัพยากรไว้ใช้ตลอดทั้งปี
ในไทย ปี 2563 พบว่ามีทั้งหมด 102,353,484.76 ไร่ คิดเป็น 31.64 % ของพื้นทั้งหมดในประเทศ เมื่อเทียบกับ ปี 2516 เรามีพื้นที่ทั้งหมด 138,566,875 ไร่ หรือคิดเป็น 43.21 % ภายในเวลา 47 ปีพื้นที่ป่าของเราหายไป 11.57 % หรือ 36,213,390.24 ไร่ ซึ่งถ้าคิดดูเล่น ๆ ว่าเรายังใช้พื้นที่ป่าแบบนี้ต่อไป ภายในเวลาอีกไม่เกิน 200 ปี พื้นที่ป่าไม้คงหายไปจากประเทศไทย
แต่การรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น คงไม่มีใครที่รู้ดีไปกว่าคนในชุมชนที่มีความใกล้ชิดกับทรัพยากรโดยตรงอย่างกลุ่ม “ผู้หญิง”
วันนี้ THAI CG Fund เลยชวนมาดูว่า 3 บทบาทจาก 3 ผู้หญิงในป่าชุมชนว่าพวกเขาจะมีบทบาทในการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรกันบ้าง

จากพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมสู่การเริ่มต้นพัฒนา
หลายคนรู้จัก “แก่งละว้า” ในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่และสถานที่ท่องเที่ยวที่มีระบบนิเวศน่าสนใจในจังหวัดขอนแก่น แต่รู้หรือไม่ว่าครั้งหนึ่งแก่งละว้าเอง ก็เคยเป็นพื้นที่สาธารณะที่เสื่อมโทรม เราได้คุยกับคุณจรูญพิศ มูลสาร ผู้ประสานงานเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมืองจังหวัดขอนแก่น และเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้แก่งละว้ากลายเป็นที่รู้จัก
คุณจรูญพิศได้บอกกับเราว่าจุดเริ่มต้นของแก่งละว้า มาจากพื้นที่ป่าเล็ก ๆ เสื่อมโทรมใกล้เมือง ซึ่งเป็นที่ดิน น.ส.ล. (หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง) หรือก็คือเป็นพื้นที่สาธารณะของรัฐประเภทหนึ่งที่ถูกใช้เป็นแค่แหล่งเก็บฝืนและตัดไม้เท่านั้น ทำให้ชาวบ้านเริ่มเล็งเห็นถึงการพัฒนาแล้วมาคุยกันว่าจะฟื้นฟูพื้นที่ตรงนี้ได้อย่างไร
ชาวบ้านใช้ “งานวิจัยไทบ้าน” เพื่อศึกษาข้อมูลและคุณค่าของทรัพยากร รวมถึงประเมินอุปสรรคที่ได้เจอ โดยมีนักวิชาการมหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาด้วย เมื่อชาวบ้านได้รับองค์ความรู้และเห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้นก็เริ่มสังเกตว่าป่าในพื้นที่อื่น ๆ ไกลเมืองก็สามารถพัฒนาต่อไปได้
เพิ่มพื้นที่ป่าด้วยพื้นที่สาธารณะ
คุณจรูญพิศบอกเราว่า ถ้าภาครัฐต้องการพื้นที่ป่า 40% ในประเทศไทยคงไม่มีพื้นที่มากขนาดนั้น แต่เราสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยการทำให้พื้นที่สาธารณะอย่างที่ดิน น.ส.ล. ในหลาย ๆ พื้นที่ให้กลายเป็นป่า แบบที่เครือข่ายป่าไม้พลเมืองจังหวัดขอนแก่นได้ทำ
“เราอยากให้มันมีนิยามคำว่า ‘ป่าในพื้นที่สาธารณะ’ เพราะว่าพื้นที่สาธารณะหลายที่ในประเทศไทยยังไม่มีนิยามนี้ ถ้าเราฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะได้ ประเทศไทยก็จะมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น” คุณจรูญพิศกล่าว
จากป่าสู่การท่องเที่ยว และแหล่งพึ่งพิงของคนกลุ่มคนที่หลากหลาย
แม้ว่าการพัฒนากระแสหลักมักจะมองว่าพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นเพียงภาชนะเก็บน้ำ หลายคนเมื่อได้ยินก็คิดว่านี่เป็นเพียงแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการประปา แต่เครือข่ายพลเมืองป่าไม้ขอนแก่นร่วมกันฟื้นฟูป่านี้ขึ้นมาเพื่อเป็นป่าให้ผู้คนได้พึ่งพิง
ปัจจุบัน จากพื้นที่สาธารณะใกล้เมืองที่เสื่อมโทรม ได้เกิดใหม่เป็นป่าชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์ กลายเป็นแหล่งพึ่งพิงให้ชาวบ้านได้มีรายได้ พรานปลาที่เมื่อก่อนต้องจับปลาจำนวนมากเพื่อขาย ทุกวันนี้แค่พานักท่องเที่ยวล่องเรือก็มีเงินเพียงพอ คนทำปลาร้าที่สมัยก่อนมีรายได้จากการทำปลาร้าขายก็เพิ่มรายได้จากการสร้างหลักสูตรสอนทำปลาร้าเชิงท่องเที่ยวเป็นรายได้
การท่องเที่ยวยังส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเป็นพลังในการต่อสู้กับนโยบายรัฐฯ ที่ต้องการมาสร้างนิคมอุตสาหกรรมนำร่องบริเวณแก่งละว้า “ลำพังกระบอกเสียงที่เราจะไปต่อกรนโยบายขนาดใหญ่ แค่นั้นคงไม่พอ เราเลยทำการท่องเที่ยวเพื่อคาดหวังว่า คนที่เข้ามาท่องเที่ยวก็จะเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อไปสื่อสารกับคนภายนอกว่า พื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้าไม่ใช่แค่แอ่งเก็บน้ำแต่มีระบบนิเวศที่สวยงาม มีวิถีการผลิตปลาร้า มีวิถีการกิน”
คุณจรูญพิศมองว่า การสร้างป่าไม่ใช่แค่การส่งเสริมสิ่งแวดล้อม นี่จะกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงให้กับผู้คนที่อยู่ร่วมกับกับป่า “เรามองไปถึงกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีบทบาท เรามองเรื่องความเท่าเทียมและความหลากหลาย แม้การพัฒนากระแสหลักจะมองพื้นที่ตรงนี้เป็นแค่ภาชนะเก็บน้ำ แต่เรามองว่าพื้นที่นี้มีคนเลี้ยงควาย นึกถึงคนหากุ้ง นึกถึงคนหาปลา นึกถึงคนเก็บเกสรบัว ถ้าพวกเขาหลุดออกวงจรพื้นที่นี้ ก็จะกลายเป็นภาระสังคม กลายเป็นคนถูกทิ้งที่อาจจะไปรุกล้ำพื้นที่อื่น เราอยากให้พวกเขามีพื้นที่ในสังคมและเห็นคุณค่าของตัวเอง” คุณจรูญพิศกล่าว

บ้านห้วยหาดกับวิกฤตทรัพยากรอาหารที่ต้องเผชิญ
บ้านห้วยหาด ต.อวน อ.ปัว จ.น่าน พื้นที่หนึ่งในภาคเหนือที่เคยได้รับผลกระทบจากสารเคมีและการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการเข้ามาของสัมปทานป่าไม้ จากชุมชนที่เคยพบว่ามีสารเคมีตกค้างในเลือดคนกว่า 90 % กลายเป็นหมู่บ้านที่ฟื้นฟูทรัพยากรกลับมาและมีรายได้จากการท่องเที่ยว
คุณนัยนา ทีฆาวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านหญิงแกร่งในชุมชนห้วยหาด จังหวัดน่าน ได้ให้เล่าเราฟังว่า แต่เดิมก่อนคุณนัยนาจะเข้ามาเป็นใหญ่บ้าน ชุมชนนี้กำลังประสบกับปัญหาสารเคมีสะสมในพื้นที่เกษตรอย่างรุนแรง ตั้งแต่ปี 2552 รวมถึงทรัพยากรป่าบริเวณชุมชนก็ถูกทำลายจากสัมปทานป่าที่เข้ามาตั้งแต่ปี 2518 ทำให้ชุมชนขาดแคลนอาหาร จนต้องไปซื้ออาหารจากนอกชุมชนกิน ในลำน้ำลำห้วยก็มีสารปนเปื้อน แม้แต่น้ำก็ต้องซื้อดื่ม
“เราได้ตรวจหาสารเคมีของคนในชุมชน และพบว่าเกือบทั้งหมด 90 % จะมีสารเคมีตกค้างในเลือด” คุณนัยนากล่าว
การแก้ไขเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ
ปี 2554 ชาวบ้านจึงมีการรวมตัวกันเพื่อหาแนวทางในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ใช้แนวทางต่าง ๆ ที่จะลดสารเคมีได้ เช่น การรณรงค์ให้ลดปลูกพื้นเชิงเดี่ยวอย่างข้าวโพด ลดการใช้สารเคมี ลดการทำไร่เลื่อนลอย หาอาชีพใหม่มาทดแทนให้ชาวบ้านอย่างการทอผ้าหรือเลี้ยงสัตว์ ใช้แนวทางตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง รวมยังมีการปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า เฝ้าระวังปัญหาเหตุไฟป่าและทำแนวกันไฟ
ความสำเร็จนำไปสู่ความยั่งยืนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม
จากการร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่มีแกนนำโดยคุณนัยนา ปัจจุบันชุมชนห้วยหาดสามารถขจัดสารเคมีออกไปจากชุมชนได้มากกว่า 90 % และกลายเป็นพื้นที่ป่าชุมชนทรัพยากรสมบูรณ์ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเสพบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ เป็นการกระจายรายได้ไปทั่วชุมชนควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรป่า
คุณนัยนาบอกกับเราว่า แม้ในช่วงแรกการเป็นผู้หญิงของเธอจะเป็นอุปสรรคเพราะหลายคนก็มองว่า เป็นผู้หญิงจะทำได้ไหม แต่เธอก็ใช้เวลาพิสูจน์ศักยภาพของเธอให้ทุกคนเห็นว่า ผู้หญิงเองก็ประสบความสำเร็จในบทบาทผู้นำคุณนัยนา เริ่มจากการศึกษาหลากหลายชุมชนว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง และนำมาแนะนำกับคนในชุมชน เริ่มจากการเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ในชุมชน กลายเป็นทำโฮมสเตย์ที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญของชุมชน คนก็สามารถอยู่ร่วมกับผืนป่าได้อย่างประสบความสำเร็จ
ชุมชนห้วยหาดได้รับรางวัลมากมายไม่ว่าจะเป็น รางวัลลูกโลกสีเขียว ปี 61 รางวัลกล้ายิ้ม ปี 2564 และรางวัลอื่น ๆ มากมายทั้งระดับอำเภอและจังหวัด
“ตอนแรกเราเริ่มจากการเปิดร้านกาแฟก่อน เราก็ต่อว่าจากการที่เราดูแลรักษาแล้วจะเป็นรายให้ชุมชนจากตรงไหน เราก็ศึกษาดูงาน จนมีไอเดียและแนะนำชาวบ้านให้ลองทำดู จากเล็กไปหาใหญ่” คุณนัยนากล่าว

แม้หลายคนอาจจะยังไม่เห็นถึงผลกระทบตรง ๆ ของภาวะโลกรวน (Climate Change) แต่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องเจอปัญหานี้เต็ม ๆ คุณกฤษณา เฟื่องดีเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงเพื่อความเป็นธรรมในการจัดการโลกร้อนภาคเหนือตอนล่างที่เคลื่อนไหวเรื่องภาวะโลกรวนในพื้นที่จังหวัดตากมากว่า 4 ปี มาเล่าถึงปัญหาที่เจอและสิ่งที่กำลังผลักดันให้เราฟัง
ภาวะโลกรวนเป็นปัญหาอย่างไรกับคนภาคเหนือตอนล่าง
จุดเริ่มต้นของเครือข่ายผู้หญิงเพื่อความเป็นธรรมในการจัดการโลกร้อนภาคเหนือตอนล่าง มาจากการที่เกิดปัญหาด้านการเกษตรและปศุสัตว์ของชาวบ้าน ไม่ว่าจะในจังหวัดตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร อุตรดิตถ์ ล้วนมีปัญหาเดียวกันคือผลผลิตไม่ได้ตามต้องการ อย่างลูกมะม่วงที่ปลูกไม่โตพอ ข้าวที่ปลูกไม่ได้ต้องการ เพราะบางครั้งก็มีน้ำท่วมหรือบางครั้งก็แล้งเกินไป ชาวบ้านเริ่มสนใจว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจาก“โลกร้อน” หรือเกิดจาก “ภัยแล้ง”
“อย่างพี่ก็ได้ผลกระทบจากวัว วัวพี่โตช้าจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง วัวกินน้อยลง” คุณกฤษณา กล่าว
ทำให้เกิดเครือข่ายของคนภาคเหนือตอนล่าง 30 คนเพื่อหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กระบวนการในเครือข่ายมีการร่วมกันทำวิจัย แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างพื้นที่เพื่อศึกษาว่าจากสิบปีที่แล้วมาจนถึงตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งปัญหาที่เจอก็ยังส่งผลถึงภาวะหนี้สินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
“พี่ทำนาปี พี่ก็จะอาศัยฝน อย่างพี่ได้ 100 เอาไว้ปลูก 20 ถังพอมันแล้งขึ้น ข้าวที่หว่านตายไป ก็ต้องไปซื้อปลูกใหม่ ทำให้เป็นหนี้น้ำท่วมตาย” คุณกฤษณากล่าว
ทำไมถึงเป็นกลุ่มผู้หญิง
คุณกฤษณาบอกเราว่าใน พื้นชุมชนผู้หญิงไม่ค่อยได้มีบทบาทในงานราชการเท่าไร แต่จะมีบทบาทในภาคครัวเรือนการเกษตรและปศุสัตว์มากกว่า ทำให้ผู้หญิงกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงกับปัญหาดังกล่าว เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกึ่งระบายปัญหาว่าสิ่งที่ต้องเจอจากภาวะโลกรวนคืออะไรบ้าง
หนทางของการแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าปัญหาภาวะโลกรวนไม่ใช่สิ่งกลุ่มเกษตรกรจะแก้ได้เพราะนี่เป็นปัญหาที่ทั้งโลกต้องร่วมมือกันแก้ไข แต่เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความเป็นธรรมในการจัดการโลกร้อนภาคเหนือตอนล่าง ได้มีบทบาทในการเป็นหนึ่งเสียงที่ต่อสู้กับปัญหาภาวะโลกรวนบนเวทีโลก คุณกฤษณาผลักดันข้อมูลทั้งหมดไปในระดับโลก เช่น เวทีของ WWF รวมถึง COP27 ที่ผ่านมา รวมทั้งยังยื่นเรื่องไปยังอาเซียนที่ได้ร่วมมือกับเครือข่ายใน 11 ประเทศ สุดท้ายคงขึ้นอยู่กับหน่วยงานต่าง ๆ ว่าจะเห็นความสำคัญของปัญหาหรือไม่และจะเข้าช่วยเกษตรกรที่ต้องเจอกับปัญหาภาวะโลกรวนนี้ได้อย่างไร